ใครเป็นนายจ้างของลูกจ้างเหมาแรงงาน?

ในสมัยนี้การจ้างเหมาแรงงานให้กับผู้ประกอบกิจการถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นปกติในตลาดแรงงาน ผู้ประกอบกิจการบางรายอาจต้องการกลุ่มของแรงงานเพื่อทำกิจการบางอย่าง โดยที่ตนเองไม่ต้องการแบกรับภาระในการทำสัญญาจ้างโดยตรงกับแรงงาน ตลอดจนการทำจ่ายเงินเดือน การดำเนินเรื่องเกี่ยวกับการนำส่งเงินประกันสังคม การจัดหาสวัสดิการต่างๆ เช่น ประกันกลุ่ม และประกันสุขภาพ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนอาจเป็นภาระด้านทรัพยากรมนุษย์ที่ผู้ประกอบการหลายรายอยากหลีกเลี่ยง จึงมีการพึ่งพาบริการจัดหาแรงงาน (แรงงาน Outsource) เกิดขึึ้น เพื่อผลักภาระนี้ออกและควบคุมต้นทุนให้ดีขึ้น เช่น การหาพนักงานรักษาความปลอดภัย การหาแรงงานมาทำงานในคลังสินค้าหรือร้านค้า การหาพนักงานไอทีมาดูแลระบบสาระสนเทศ ฯลฯ 

แต่อย่างไรก็ตาม การใช้บริการจัดหาแรงงานลักษณะนี้อาจไม่ได้ผลักภาระตามกฎหมายในฐานะนายจ้างไปทั้งหมด เราลองมาดูกันว่าการจัดหาแรงงานรูปแบบไหน หรือภาระส่วนไหนที่ผู้ประกอบกิจการจะยังคงต้องรับภาระต่อลูกจ้างเหมาแรงงานที่ได้รับจัดหาจากผู้จัดหาแรงงานบ้าง

การหลุดพ้นภาระในฐานะนายจ้าง

ประเด็นแรกที่อยากพูดถึง คือ การใช้บริการจัดหาแรงงานทำให้ผู้ปรกอบการหลุดพ้นจากความเป็นนายจ้างจริงหรือเปล่า ซึ่งข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้จะถูกกำหนดอยู่ในมาตรา 11/1 ของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ซึ่งกฎหมายกำหนดว่า ผู้ประกอบกิจการที่มอบหมายให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นผู้จัดหาคนมาทำงานอันมิใช่การประกอบธุรกิจจัดหางาน โดยการทำงานนั้นเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจในความรับผิดชอบของผู้ประกอบกิจการ ให้ถือว่าผู้ประกอบกิจการเป็นนายจ้างของลูกจ้างเหมาแรงงานที่มาทำงาน 

กฎหมายข้อนี้เป็นข้อสันนิษฐานเด็ดขาด ถ้างานที่ผู้ประกอบกิจการมอบหมายให้ลูกจ้างเหมาแรงงานทำเป็นส่วนหนึ่งของการผลิตหรือเป็นธุรกิจในความรับผิดชอบโดยตรงของผู้ประกอบกิจการนั้น กฎหมายถือว่าผู้ประกอบกิจการเป็นนายจ้างอีกรายหนึ่งนอกเหนือจากบุคคลที่ได้รับมอบหมาย 

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าผู้ประกอบการ A ประกอบกิจการค้าปลีก แล้วใช้บริการจัดหาแรงงาน รปภ. จาก บริษัท B จำกัด ที่เป็นผู้ให้บริการจัดหาแรง เพื่อมาทำงานรักษาความปลอดภัยในคลังสินค้า เมื่อดูจากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า กิจการที่ผู้ประกอบการ A มอบหมายให้บริษัท B จำกัด จัดหาแรงงานมาทำงาน คือ งานรักษาความปลอดภัยที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกิจการค้าปลีกของผู้ประกอบการ A เลย ดังนั้น จากตัวอย่างนี้ ผู้ประกอบการ A จึงไม่ใช่นายจ้างของเหล่าลูกจ้างเหมาแรงงานที่บริษัท B จำกัด จัดหามา

แต่ในทางกลับกัน ถ้าผู้ประกอบการ A ประกอบกิจการค้าปลีก แล้วใช้บริการจัดหาแรงงานจากบริษัท B จำกัด เพื่อให้ลูกจ้างเหมาแรงงานมาทำงานในร้านค้าปลีกของตน ซึ่งร้านค้าปลีกถือว่าเป็นธุรกิจที่อยู่ในความรับผิดชอบของผู้ประกอบการ A โดยตรง ดังนั้น กฎหมายจึงถือว่า ลูกจ้างเหมาแรงงานที่บริษัท B จำกัด จัดหามาจึงเป็นลูกจ้างของผู้ประกอบการ A ด้วย โดยอาศัยข้อสันนิษฐานเด็ดขาดของมาตรา 11/1 นั่นเอง

เมื่อกฎหมายถือว่า ผู้ประกอบการ A เป็นนายจ้าง หากบริษัท B จำกัด ในฐานะนายจ้างโดยตรงไม่ได้จ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา สินจ้างแทนคำบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชยต่างๆ ผู้ประกอบการ A ที่ถือว่าเป็นนายจ้างตามข้อสันนิษฐาน จึงต้องรับผิดส่วนนี้ไปด้วย

หลายคนอาจจะเริ่มงงในส่วนที่กฎหมายบอกว่า "มอบหมายให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นผู้จัดหาคนมาทำงานอันมิใช่การประกอบธุรกิจจัดหางาน" จุดนี้หมายถึงการประกอบธุรกิจจัดหางานตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานที่เป็นการจัดหาคนงานส่งให้กับผู้ประกอบการเท่านั้น      ผู้ประกอบการจะเป็นผู้ทำสัญญาจ้างแรงงานกับคนหางานเอง ผู้ประกอบธุรกิจจัดหางานจึงไม่ได้มีนิติสัมพันธ์กับคนหางานในลักษณะของนายจ้าง ผู้ประกอบการกับคนหางานจะมีสถานะเป็นนายจ้างและลูกจ้างโดยตรงอยู่แล้ว

สิทธิประโยชน์และสวัสดิการระหว่างลูกจ้างจริงกับลูกจ้างเหมาแรงงาน

จากข้อความที่กล่าวมาก่อนหน้า ประเด็นที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติม คือ ถ้าผู้ประกอบการมีการจ้างลูกจ้างให้มาทำงานโดยตรงไม่ว่าตำแหน่งงานใด ถ้าผู้ประกอบการรายนั้นมีการใช้บริการจัดหาแรงงานให้ลูกจ้างเหมาแรงงานมาทำงานในตำแหน่งเดียวกันกับลูกจ้างที่ผู้ประกอบการรายนั้นจ้างงานมาโดยตรง สวัสดิการและสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ลูกจ้างเหมาแรงงานได้รับ จะต้องเท่าเทียมกับสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ลูกจ้างในตำแหน่งเดียวกันหรืองานที่มีลักษณะเดียวกันของผู้ประกอบการรายนั้นได้รับอย่างเป็นธรรม

ภาระเกี่ยวกับประกันสังคม

สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจ แม้ว่าผู้ประกอบการจะไม่ได้จ้างงานลูกจ้างโดยตรง แต่เป็นการใช้บริการจัดหาแรงงานจากบุคคลภายนอก ก็มีบางกรณีที่จะถือเป็นลูกจ้างจากบทสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน แต่ถ้าเป็นในส่วนของประกันสังคม ผู้ประกอบการที่ใช้บริการจัดหาแรงงานจะหลุดพ้นภาระจากประกันสังคมได้จริงหรือไม่?  

กรณีนี้ถูกเฉลยตามมาตรา 35 ของพระราชบัญญัติประกันสังคมที่กำหนดว่า "กรณีที่ผู้ประกอบกิจการได้ว่าจ้างโดยวิธีเหมาค่าแรงมอบให้แก่บุคคลหนึ่งบุคคลใดรับช่วงไปควบคุมดูแลการทํางานและรับผิดชอบจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างอีกทอดหนึ่งก็ดี มอบหมายให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นผู้จัดหาลูกจ้างมาทํางานอันมิใช่การประกอบธุรกิจจัดหางานก็ดี โดยการทํางานนั้นเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจซึ่งกระทําในสถานประกอบกิจการ หรือสถานที่ทํางานของผู้ประกอบกิจการ และเครื่องมือที่สําคัญสําหรับใช้ทํางานนั้น    ผู้ประกอบกิจการเป็นผู้จัดหา กรณีเช่นว่านี้ผู้ประกอบกิจการย่อมอยู่ในฐานะนายจ้างซึ่งมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้" 

จากบทกฎหมายดังกล่าวก็ตีความได้ไม่ยากว่า ถ้างานที่ลูกจ้างเหมาแรงงานทำนั้นเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจซึ่งกระทําในสถานประกอบกิจการ ผู้ประกอบการที่ใช้บริการจัดหาแรงงานจากผู้อื่นก็มีหน้าที่ตามพระราชบัญญัติประกันสังคมด้วย ถ้าผู้จัดหาลูกจ้างเหมาแรงงานไม่ส่งประกันสังคมให้ ภาระนั้นอาจตกถึงมือผู้เประกอบการได้เช่นกัน

เขียนและเรียบเรียงโดย รักพล สังษิณาวัตร 
(ทนายความรักพล)
Email: rukphons@gmail.com
Tel: 095-390-8245

0 ความคิดเห็น