การเข้าร่วมกิจกรรมชิงโชค หรือการสุ่มแจกของรางวัลตามกิจกรรมทางการตลาดต่างๆ กลายเป็นเรื่องคุ้นเคยในชีวิตประจำวันของทุกคน ความตื้นเต้นที่ได้จากการลุ้นรับรางวัลเป็นความสนุกของใครหลายคน แต่ในวินาทีที่ความโชคดีมาเยือนและเรากลายเป็น "ผู้ชนะ" ที่ถูกเลือกให้รับรางวัล สิ่งหนึ่งที่มักจะถูกความดีใจบดบังจนมองข้ามไปก็คือเรื่องของ "ภาษีหัก ณ ที่จ่าย" ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญทางกฎหมายที่ผู้ได้รับรางวัลทุกคนจำเป็นต้องเผชิญและทำความเข้าใจก่อนที่จะไปรับของรางวัลเหล่านั้นมาครอบครอง
ตามกฎหมายไทยแล้ว รางวัลจากการชิงโชค การประกวด หรือการแข่งขัน ถือเป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราคงที่ 5% โดยมีหลักเกณฑ์สำคัญตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 บังคับไว้ว่า ของรางวัลที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป จะต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายนี้เสมอ (หากมูลค่าต่ำกว่า 1,000 บาท จะได้รับการยกเว้น) และผู้โชคดีมีหน้าที่ต้องชำระภาษีหัก ณ ที่จ่ายจำนวนดังกล่าวผ่านการหัก ณ ที่จ่ายโดยผู้แจกของรางวัลเพื่อที่ผู้แจกของรางวัลจะนำส่งกรมสรรพากรต่อไป
การได้รับรางวัลใหญ่จากการชิงโชคจึงมักตามมาด้วยมุมมองที่ว่า การเป็นผุ้ถูกเลือกครั้งนี้คือ "ความโชคดีหรือภาระ" กันแน่ เพราะในมุมหนึ่งมันคือลาภลอยที่ได้มาเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ แต่ในอีกมุมหนึ่ง หากรางวัลนั้นเป็นสิ่งของที่มีมูลค่าสูงลิ่ว เช่น รถยนต์ ที่ดิน หรือคอนโดมิเนียม ผู้โชคดีก็จำเป็นต้องควักเงินสดในกระเป๋าตัวเองจำนวนไม่น้อยออกไปจ่ายเป็นค่าภาษีหัก ณ ที่จ่าย 5% ทันทีในวันรับรางวัล สำหรับคนที่มีเงินออมหรือสภาพคล่องทางการเงินที่ดี สิ่งนี้ย่อมเป็นความโชคดีอย่างมหาศาล แต่สำหรับผู้ที่ไม่ได้เตรียมใจหรือไม่มีเงินสำรองก้อนใหญ่ มันอาจกลายเป็น "ทุกขลาภ" ที่สร้างความลำบากในการหมุนเงินมาจ่ายภาษีจนอาจต้องยอมสละสิทธิ์ ดังนั้น การรู้เท่าทันข้อกฎหมายภาษีและเตรียมเงินสำรองให้พร้อมล่วงหน้า จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเหล่านักล่ารางวัลที่จะช่วยเปลี่ยนให้ความโชคดีจากการชิงโชคกลายเป็นโอกาสที่แท้จริง โดยไม่ต้องสละสิทธิ์อย่างเปลืองแต้มบุญ
เขียนและเรียบเรียงโดย รักพล สังษิณาวัตร
(ทนายความรักพล)
Email: rukphons@gmail.com
Tel: 095-390-8245


0 ความคิดเห็น